อุปกรณ์กาแฟดริป และเมล็ดกาแฟสำหรับกาแฟฟิลเตอร์ กาแฟดริป

ชุดดริปกาแฟ เครื่องบดกาแฟมือหมุน ตาชั่ง/เครื่องชั่งน้ำหนักจับเวลา ดริปเปอร์/กรวยดริปกาแฟ เหยือกดริป กาดริปกาแฟ กระดาษกรอง กาต้มน้ำ เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ

ซื้อของออนไลน์กับเรา รวดเร็ว ปลอดภัย ถึงหน้าประตูบ้านแน่นอน! หยิบเข้าตะกร้าได้เลย!

 

กาแฟดริปคืออะไร? ทำอย่างไร?

กาแฟดริป (Drip Coffee) หรือ เรียกอีกชื่อว่า Pour Over คือ กาแฟที่ใช้วิธีสกัดน้ำกาแฟผ่านฟิลเตอร์ โดยการรินน้ำร้อนลงบนกาแฟคั่วบดให้ได้น้ำกาแฟที่ไหลผ่านฟิลเตอร์ลงมา ซึ่งวัสดุฟิลเตอร์ที่นิยมคือ กระดาษ ผ้า และ แสตนเลส 

 

รสชาติ

เนื่องจากกาแฟดริปคือการสกัดผ่านฟิลเตอร์ และไม่ได้ใช้แรงดัน จึงมีน้ำมัน(Oil)ที่น้อย การสกัดของกาแฟดริปจึงจะได้รับรสและกลิ่นผลไม้ที่มากกว่า แต่จะมีBody ที่ไม่แน่นเท่ากับการสกัดผ่านเครื่องชง Espresso โดยส่วนใหญ่จะถูกนำมาเทียบกับเมนูกาแฟดำเช่น Americano, Long Black และ Lungo

เหมาะกับใคร?

กาแฟดริปเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบดื่มด่ำกับรสชาติผลไม้ของกาแฟ เหมาะกับการนำกาแฟ Specialty หรือกาแฟระดับ Premium มาทำ เนื่องจากคุณจะได้รับรสที่แท้จริงของมัน ใครที่เป็นคอกาแฟดำต้องไม่พลาดที่จะมีชุดดริปกาแฟไว้ที่บ้านซักชุด 

 

อุปกรณ์ที่ใช้ในการดริปกาแฟ / ชุดดริปกาแฟ

1. ดริปเปอร์หรือกรวยดริป มีหลายทรงและหลายวัสดุให้เลือกใช้ 

รูปทรงของดริปเปอร์มีหลากหลายรูปแบบดังนี้ ;

- V60 : ทรงกรวยความชัน 60 องศา ที่ด้านล่างเป็นรูใหญ่ 1 รู

- Kalita / Melitta : ดริปเปอร์ตูดตัด จะมีรูเล็กๆอยู่ 1-3 รู

วัสดุของดริปเปอร์

- พลาสติก : จะมีราคาที่ถูก ดริปเปอร์พลาสติกจะควบคุมอุณหภูมิได้ไม่ดีนัก  เหมาะสำหรับมือใหม่

- แก้ว : ควบคุมหภูมิได้ดีกว่าดริปเปอร์พลาสติกแต่ก็ยังมีการดรอปของอุณหภูมิที่เร็วอยู่ สามารถมองเห็นการไหลของน้ำที่เทได้จึงเหมาะสำหรับมือใหม่

- เซรามิก : ควบคุมอุณหภูมิได้ดี ได้รสชาติกาแฟที่ Balance กลมกล่อม 

- สแตนเลส : เป็นวัสดุที่เหมาะสำหรับพกพาเนื่องจากไม่แตกหัก อุณหภูมิขึ้นเร็วแต่ก็ลงเร็วเช่นกันเหมาะกับการเล่นรสชาติที่หลากหลาย

- คอปเปอร์ : เป็นวัสดุที่สามารถคุมอุณหภูมิได้ดี และไม่แตกหัก อุณหภูมิขึ้นเร็วแต่จะลดไม่เร็วเท่าสแตนเลส ให้รสชาติผลไม้ที่โดนเด่นและบอดี้ที่ดี

2. กระดาษกรอง : ต้องซื้อให้ตรงกับทรงของดริปเปอร์

3. เหยือกรองดริปกาแฟ หรือ Server

4. กาดริป หรือ กาต้มน้ำ ควรมีปากที่เล็กและเป็นทรงโค้งงอ เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมการเทน้ำตอนสกัด และควรเป็นวัสดุที่ควบคุมความร้อนได้ดี 

5. ตาชั่ง/เครื่องชั่งน้ำหนัก สำหรับตวงกาแฟ และชั่งน้ำหนักของน้ำที่เทในการสกัดหรือดริปกาแฟ บางรุ่นจะมีที่จับเวลาสำหรับจับเวลาในการสกัดกาแฟในตัว

6. ที่จับเวลา จับเวลาในการสกัดกาแฟ

7. เครื่องบดกาแฟมือหมุน หรือ เครื่องบดอัตโนมัติ : สำหรับเครื่องบดกาแฟจะมีวัสดุที่หลากหลาย หลักๆที่นิยมใช้ดังนี้

- เฟืองเหล็ก : ราคาถูก

- เฟืองเซรามิค : วัสดุที่มีราคาไม่สูงและทนทาน ใช้ได้กับการบดที่หลากหลาย

- เฟืองสแตนเลส : เหมาะกับกาแฟฟิลเตอร์ที่ต้องการ Partical Size ที่ดี ขนาดผงกาแฟเท่ากัน

- เฟืองคาบอน : มีน้ำหนักเบาและเหมาะกับการบดระเอียดเพื่อชง Mocha Pot หรือ Espresso แต่มีราคาแพง

เครื่องบดกาแฟมือหมุนจะได้รับความนิยมเนื่องจากพกพาง่าย และ มีความเชื่อที่ว่าการที่เราค่อยๆหมุนโดยไม่ได้ใช้เครื่องจักรที่มีแรงลมจะทำให้กลิ่น Fragrance ของกาแฟอยู่ชัดกว่า

8. เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ สำหรับวัดอุณหภูมิน้ำในการสกัดกาแฟ

 

วิธีดริปกาแฟ

1. บดกาแฟ ให้หยาบพอประมาณ ไซด์บดประมาณน้ำตาลขาว หรือจะหยาบแบบน้ำตาลทรายแดง ก็แล้วแต่สูตรและความชอบ

2. ประกอบดริปเปอร์และเหยือกรองดริปเข้าด้วยกัน พร้อมวางบนตาชั่งหรือเครื่องชั่งน้ำหนัก

3. ใส่กระดาษกรองลงไปในดริปเปอร์และล้างด้วยน้ำร้อนจนชุ่มแล้วทิ้งน้ำที่ล้าง

4. ใส่ผงกาแฟลงไปในดริปเปอร์/กระดาษกรอง และเตรียมน้ำร้อน อุณหภูมิ 88-93 องศาเซลเซียส

5. กดจับเวลาและเริ่มเทน้ำครั้งแรกปริมาณ2เท่าของปริมาณกาแฟ(ถ้าใช้กาแฟ 20 กรัมให้เทน้ำ 40 กรัม)และรอ 30 วินาทีเพื่อคลายแก๊ซกาแฟ

เทน้ำต่อและหยุดเมื่อถึงปริมาณที่ต้องการ (ถ้าใช้กาแฟ 20 กรัม แนะนำใช้น้ำระหว่าง 200-300 กรัม ขึ้นอยู่กับความชอบและเมล็ดกาแฟที่ใช้)

กดหยุดเวลา เวลาที่ดีควรเสร็จภายใน 2-3 นาที

ปริมาณคาเฟอีน : กาแฟดริป Vs กาแฟจากเครื่องชง Espresso

กาแฟดริปจะมีคาเฟอีนที่สูงกว่ากาแฟที่สกัดจากเครื่องชง Espresso เกือบ 2 เท่า

สำหรับกาแฟอาราบิก้าโดยปกติกาแฟที่สกัดจากเครื่องชงกาแฟEspresso  จะมีปริมาณคาเฟอีนอยู่ที่ 60-80 mg ต่อกาแฟ 1 ช๊อตหรือต่อกาแฟ 25 กรัม โดยเวลาในการสกัดจะอยู่ที่ 25 วินาที แต่กาแฟดริปจะใช้น้ำมากกว่าและเวลาในการสกัดนานกว่ามาก คาเฟอีนจึงถูกสกัดออกมาในปริมาณที่มากกว่า

 

กาแฟที่เหมาะกับการทำกาแฟดริป

เมล็ดกาแฟที่เหมาะกับการนำมาชงดริป ส่วนใหญ่จะนิยมเป็นเมล็ดกาแฟคั่วอ่อนถึงคั่วกลาง เนื่องจากเราไม่ต้องการความขมที่มากเกินไปและ เมล็ดกาแฟที่คั่วเข็มจะเสียเอกลักษณ์และตัวจนของมันไปกับแรงไฟในการคั่ว

เมล็ดกาแฟคั่วอ่อนและคั่วกลางจึงตอบโจทย์โดยจะให้รสชาติหวานอมเปรี้ยวและมีกลิ่นผลไม้ของกาแฟตัวนั้นอย่างชัดเจน